ภัยร้ายสำคัญที่ต้องระวังของโรคหลอดเลือดในสมองตีบและหลอดเลือดในสมองแตก

   โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือหลอดเลือดในสมองแตกเรามักจะพบได้ในผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะได้ยินว่าเมื่อเป็นโรคนี้ทำให้กลายเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต บางท่านพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ หรืออาจร้ายแรงจนทำให้ถึงแก่ชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่น่ากลัว แล้วโรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือหลอดเลือดในสมองแตกคืออะไร? ทำไมจึงพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ? โรคนี้ป้องกันได้ไหม? ถ้าเกิดเป็นโรคนี้แล้วรักษาหายไหม? มีวิธีการดูแลยังไง? วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

โรคหลอดเลือดในสมองตีบและหลอดเลือดในสมองแตก (Stroke) คืออะไร?
   โรคหลอดเลือดในสมอง (Stroke) คือ ภาวะที่ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ทำให้ขัดขวางการลำเลียงของเลือดซึ่งนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง ส่งผลให้สมองสูญเสียการทำหน้าที่จนเกิดอาการของอัมพฤกษ์/อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

สาเหตุเกิดจากอะไร?


ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง ส่วนใหญ่เกิดจากลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวัน การดูแลสุขภาพหรือการรับประทานอาหาร ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีหลายปัจจัย เช่น
   • ความดันโลหิตสูงเกินค่ามาตรฐาน
   • ไขมันหรือคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
   • โรคหัวใจ
   • โรคอ้วน
   • มีความเครียดสะสม
   • การใช้สารเสพติด การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา
   • การขาดการออกกำลังกายเป็นเวลานาน

   ซึ่งปัจจัยข้างต้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น จนเกิดเป็นโรคหลอดเลือดในสมองได้

ทำไมมักพบโรคนี้ในผู้สูงอายุ?
   เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้สูงอายุเริ่มเสื่อมสภาพ หลอดเลือดก็เช่นเดียวกัน เมื่อหลอดเลือดเริ่มเสื่อมสภาพก็ทำให้หลอดเลือดเปราะ ความยืดหยุ่นลดน้อยลง หรือไขมันต่าง ๆ มาเกาะที่หลอดเลือดมากยิ่งขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดตีบหรือแตกได้ จึงมักพบโรคนี้ได้ในผู้สูงอายุ แต่สำหรับผู้ที่อายุน้อยถ้าไม่ดูแลสุขภาพก็เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

โรคหลอดเลือดในสมองตีบและหลอดเลือดในสมองแตกนั้นแตกต่างกันยังไง?
   โรคหลอดเลือดในสมองตีบ เกิดจากการอุดตันของไขมันหรือลิ่มเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงบริเวณต่าง ๆ ในสมองได้ ทำให้สมองเกิดความเสียหาย

   โรคหลอดเลือดในสมองแตก เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะและแตกออก ทำให้พื้นที่สมองบริเวณนั้นไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งทั้งเส้นเลือดในสมองตีบและเส้นเลือดในสมองแตกก็ทำให้เกิดความเสียหายกับสมองเหมือนกัน และมักเกิดอาการอย่างฉับพลัน ดังนั้นควรดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดโรคจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ถ้าเป็นแล้วรักษาหายไหม?

   เมื่อเกิดหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ทำให้สมองและเซลล์ประสาทได้รับความเสียหาย ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายเซลล์ประสาทส่วนนั้นจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่สมองจะมีกลไกที่เซลล์ประสาทส่วนอื่นมาช่วยกันทำงานทดแทนเซลล์ประสาทส่วนที่เสียหายไป หากมีอาการควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อลดโอกาสในการเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต แต่ถ้าเกิดเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตจะทำการรักษาโดยการรักษาอาการด้วยหัตถการและยาต่าง ๆ เมื่อทำการรักษามักจะมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยเพื่อให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูและผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ซึ่งถ้าเป็นอัมพาต เซลล์ประสาทและสมองมักถูกทำลายมากกว่า ผู้ป่วยอาจไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ 100% แต่เมื่อทำกายภาพบำบัดผู้ป่วยจะได้รับการฟื้นฟูและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งการรักษาจะดีขึ้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนมาถึงโรงพยาบาล ความรุนแรงและการให้ความร่วมมือทำกายภาพบำบัดของผู้ป่วยนั่นเอง และควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นโรคซ้ำ

   สิ่งสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยคือการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สมองส่วนที่สั่งการเกิดการเรียนรู้จากการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อมีความคุ้นชิน ร่างกายของผู้ป่วยจึงฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้นและยังป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาอีกด้วยค่ะ

โรคนี้ป้องกันได้ไหม?
   โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการดูแลสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ ไม่สูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

บทความที่เกี่ยวข้อง
   อุปกรณ์ช่วยเดินหรือฝึกเดินช่วยในการฝึกกายภาพขาอย่างไร?

ที่มา :
[1] shorturl.asia/w6ETK
[2] https://www.tht.co.th/blog/How-can-treat-the-paralysis/
[3] shorturl.asia/wB9zr
[4] https://www.flaticon.com
[5] https://www.homecareassistancerichardson.com/what-to-do-if-an-older-adult-has-a-stroke/
[6] https://www.carrushealth.com/2020/04/10/recognize-these-early-warning-signs-of-a-stroke/