"เข่าเสื่อม" รักษาหายขาดได้หรือไม่?

   ข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่า เจ็บเข่า มักพบได้ในผู้สูงอายุเนื่องจากการเสื่อมสภาพของร่างกายไปตามวัย แต่ “ข้อเข่าเสื่อม” ก็สามารถเกิดได้กับทุกคนหากใช้ข้อเข่าอย่างไม่ระมัดระวังและไม่ดูแล ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร? อาการเตือนของเข่าเสื่อมเป็นอย่างไร? การรักษามีวิธีไหนบ้าง? แล้วถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วรักษาหายขาดได้หรือไม่? วันนี้มาหาคำตอบกัน

สารบัญ
• ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร?
• สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม
• อาการเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อม
• การรักษาข้อเข่าเสื่อม
• การดูแลและป้องกันข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร?
   โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of The Knee) เกิดจากกระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและดูดซับแรงกระแทกภายในข้อเข่ามีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลงจนกระดูกในข้อเข่าเสียดสีกันเอง จากการสึกหรอของกระดูกอ่อนเป็นพื้นที่กว้างทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวด

สาเหตุของการเสื่อม ได้แก่
   1. อายุที่เพิ่มขึ้น
   เมื่อมีอายุมากขึ้นอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมสภาพลง รวมทั้งกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่าด้วย ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 40%

   2. เพศ
เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่าเพศชาย เนื่องจากภาวะการลดลงของฮอร์โมนเพศในช่วงวัยทอง

   3. การใช้งานข้อเข่ามาก
กิจกรรมบางกิจกรรมจะทำให้เสี่ยงต่อการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่า เนื่องจากเกิดแรงไปกดหรือกระแทกที่ข้อเข่ามาก เช่น การวิ่งมาราธอน การเดินขึ้น-ลงบันได การกระโดดหรือการบิดของเข่าเป็นประจำ เป็นต้น

   4. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มแรงกระทำต่อข้อเข่ามากขึ้นด้วย รวมทั้งเซลล์ไขมันที่มีมากเกินไปจะส่งผลทำให้เซลล์กระดูกอ่อน และเซลล์กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

   5. การได้รับบาดเจ็บ
การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ บริเวณข้อ หรือเส้นเอ็น เช่น การมีเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด กระดูกผิวข้อแตกหรือการบาดเจ็บเรื้อรังจากการออกกำลังกายจะทำให้ข้อเข่าเกิดการเสื่อมเร็วขึ้นได้

   6. โรคประจำตัว
โรคประจำตัวที่มีผลกับข้อเข่า เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกาต์ เป็นต้น

   7. การเรียงตัวของเข่า
การเรียงตัวของเข่าก็มีผลต่อการเข่าเสื่อมเช่นกัน โดยผู้ที่มีเข่าชิดกันมากกว่าปกติหรือมีอาการเข่าแอ่นมาก มักมีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่า

อาการเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อม
   1. มีอาการปวดเข่า ถือเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด จะรู้สึกปวดมากเมื่อใช้งานบ่อย และเมื่อได้พักอาการปวดก็จะทุเลาลง
   2. รู้สึกตึงที่น่องและเหยียดงอเข่าได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบเข่าอ่อนแรง ทำให้กระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งอยู่ชิดกัน เมื่องอเข่าจึงทำให้กระดูกขัดกัน
   3. เวลาเคลื่อนไหวจะรู้สึกฝืดและเจ็บที่ข้อ และเมื่อเคลื่อนไหวจะรู้สึกเหมือนเข่าหลวม ไม่มั่นคงเวลาเดิน
   4. มีเสียงในข้อเข่าเมื่อขยับหรือเคลื่อนไหว เสียงในข้อเข่าที่เกิดขึ้นมาจากการเสียดสีของผิวกระดูกภายในข้อเข่า เนื่องจากหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพหรือสึกกร่อน
   5. เข่าผิดรูปหรือโก่งออกนอก ข้อเข่าติด มีอาการเข่าบวม บวมรอบข้อเข่า อาจพบร่วมกับอาการแดงและร้อน

ข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
   การรักษามีหลายวิธี เช่น กายภาพบำบัด การบริหารกล้ามเนื้อ การรัปประทานยา การผ่าตัด เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการ ความพร้อมในการรักษาของผู้ป่วย การวินิจฉัยของแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยสามารถแบ่งการรักษาได้ 2 กลุ่ม คือ
   1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
      • เริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อเข่า หลีกเลี่ยงการการยืน เดิน หรือนั่งงอเข่าเป็นเวลานาน
      • ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดแรงกระทำต่อข้อเข่า
      • ออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง
      • การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่าเพื่อลดอาการปวด
      • การใช้ยา เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ (ข้อดี คือ ช่วยลดอาการและช่วยการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้น , ข้อเสีย คือ ราคาค่อนข้างสูง โดยการฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี)
      • กรณีข้อเข่าเสื่อมและผิดรูปจนเกิดปัญหาการทรงตัวแต่ยังสามารถเดินได้ด้วยเอง อาจจะใช้อุปกรณ์เสริมในการช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน รถเข็นช่วยเดิน Rollator เป็นต้น เพื่อช่วยลดการถ่ายเทน้ำหนักตัวที่กระทำลงข้อเข่า ช่วยพยุงตัวและช่วยทรงตัว

Rollator รุ่น Let’s Fly

   2. การรักษาแบบผ่าตัด
      การรักษาแบบผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการมากที่รักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล หรือผู้ที่มีอาการปวดขั้นรุนแรงจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ การรักษาโดยวิธีผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ผ่าตัดจัดแนวกระดูกขา

   ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้แต่สามารถควบคุมอาการได้ โดยจุดมุ่งหมายในการรักษาคือ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยฟื้นฟูการใช้งานของข้อกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ

การดูแลและป้องกัน
   1. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อให้เข่ารับแรงกดจากน้ำหนักตัวน้อยลง
   2. จัดท่านั่งบนเก้าอี้ที่เหมาะสม เมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี ไม่ควรนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือนั่งราบบนพื้น เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็ว
   3. งดใช้งานข้อเข่าที่หนักเกินไป เช่น การเดินบนทางลาดเอียงที่ชันมากหรือทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้นและอาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย เป็นต้น
   4. เลือกการสวมใส่รองเท้า ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ยหรือไม่มีส้นรองเท้า มีขนาดกระชับพอดี
   5. บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
   6. อุปกรณ์เสริมในการเข้าห้องน้ำสำหรับผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อม การทำกิจวัตรในห้องน้ำ เช่น การลุกนั่งโถสุขภัณฑ์ อาจทำให้เกิดอาการปวดและเจ็บเข่าได้ การมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยในการลุกนั่งโถสุขภัณฑ์ เช่น TOILET LIFT Model PHC-01 Series : อุปกรณ์พยุงสำหรับโถสุขภัณฑ์ จะช่วยดันสะโพกของผู้ใช้งานขึ้นและลงทำให้ผ่อนแรงขณะลุกนั่ง ลดอาการปวดข้อเข่า และทำให้การทำกิจวัตรประจำวันสะดวกสบาย ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง
• ปวดข้อเข่าบ่อย ๆ เสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม
• การบริหารร่างกายแก้ปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม
• ไขข้อข้องใจ 5 อาการเตือนข้อเข่าเสื่อม

ที่มา :
[1] shorturl.asia/RckVh
[2] https://www.homage.sg/health/osteoarthritis/
[3] https://www.bangpakok1.com/care_blog/view/40
[4] https://www.princsuvarnabhumi.com/knee-risk-factors/
[5] https://www.khonkaenram.com/th/services/health-information/health-articles/surg-ortho/Knee-osteoarthritis