แคลเซียมเสริม จำเป็นหรือไม่? ในผู้สูงอายุ

   จากข้อมูลประชากรของประเทศไทยปี 2556 ประชากรไทยมีจำนวน 64.6 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุมากถึง 9.6 ล้านคน คาดว่าในปี 2573 จะมีจำนวนผู้สูงอายุ 17.6 ล้านคน (ร้อยละ 26.3) และปี 2583 จะมีจำนวนถึง 20.5 ล้านคน นั่นหมายถึงประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่อเข้าถึงวัยที่เป็นผู้สูงอายุก็จะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก อาทิ กระดูกพรุน  กระดูกเสื่อมหรือกระดูกเปราะ โดยอาจมีสาเหตุหลายประการ ด้วยกัน เช่น ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ การไม่ออกกำลังกาย ไปจนถึงการประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อถึงวัยสูงอายุการที่จะฟื้นฟูกระดูกจะไม่สามารถทำได้อย่างเต็ม 100% เหมือนวัยหนุ่มสาว แล้วอย่างนี้ปู่ ย่า ตา ยาย จะดูแลอย่างไรได้บ้าง เรามาหาคำตอบกันค่ะ  

แคลเซียมคือ?
   เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง  โดยพบมากที่สุดในร่างกายเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน หน้าที่สำคัญ คือ สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด ควบคุมการเต้นของหัวใจ การส่งความรู้สึกไปตามเส้นประสาท การปลดปล่อยฮอร์โมน เป็นต้น ร่างกายจะมีกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุล ปกติร่างกายจะไม่สามารถสร้างแคลเซียมขึ้นมาได้เอง จึงต้องรับประทานเข้าไปเพื่อทดแทนแคลเซียมที่ถูกนำไปใช้หรือถูกขับทิ้งออกจากร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระดูกพรุน เป็นต้น

กินแคลเซียมเสริมในผู้สูงอายุ จำเป็นหรือไม่?
   ร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถที่จะสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับเข้าไปทดแทนสิ่งที่สูญเสียออกมา อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่มองว่าการรับประทาน แคลเซียม ในรูปแบบของอาหารเสริมนั้นอาจจะดีกว่าการรับประทานอาหารทั่วๆ ไป เพราะมั่นใจได้ว่าอาหารเสริมที่กินเข้าไปนั้น ให้แคลเซียมอย่างเต็มที่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แคลเซียมจากอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนั้นมากเพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกายแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มแคลเซียมด้วยอาหารเสริม และอีกหนึ่งข้อสำคัญของแคลเซียมก็ไม่ได้อยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีแคลเซียมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกถูกใช้งาน เป็นการกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงได้เป็นอย่างดี

ปริมาณแคลเซียมที่แต่ละช่วงวัยควรได้รับ
      แม้การรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมจะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นมากถึงขนาดนั้น แต่ข้อควรจำคือ ร่างกายจำเป็นที่จะต้องได้รับ แคลเซียม อย่างสม่ำเสมอ และเพียงต่อการใช้งานของร่างกาย เพราะถ้าหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ นอกจากจะมีผลให้กระดูกและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงแล้ว ยังอาจเสี่ยงที่จะมีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) อีกด้วย และเพราะเหตุนี้แต่ละช่วงวัยจึงมีระดับปริมาณของแคลเซียม ที่ร่างกายควรได้รับแตกต่างกันไป ดังนี้

  • ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ไปจนถึงอายุ 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป ควรได้รับ แคลเซียม 1200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 70 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปี ขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1200 มิลลิกรัมต่อวัน

   อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกก็ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า หากไม่ได้รับแคลเซียมถึง 1000 หรือ 1200 มิลลิกรัมต่อวัน แต่การได้รับแคลเซียมเพียง 500-700 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อร่างกายแล้ว สิ่งสำคัญคือ ต้องให้ร่างกายได้รับ แคลเซียม ในทุกๆ วัน และหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ เท่านี้ผู้สูงอายุรวมถึงทุกเพศและทุกวัย ก็จะมีกระดูกที่แข็งแรงแล้ว

หลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
   1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
   2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม
   3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
   4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย

   อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีกยาวนาน

อุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยภายในบ้าน


ที่มา :
[1] https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=155
[2] https://www.sanook.com/health/21661/
[3] https://www.sanook.com/health/21661/
[4] http://fopdev.or.th/